เสนอขยายสิทธิลาคลอดเป็น6เดือน

คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ จ่อเสนอสิทธิลาคลอด 180 วัน หรือ 6 เดือน ส่งเสริมให้แม่ ให้นมบุตร เล็งประชาพิจารณ์ ต.ค.นี้ คาดประกาศใช้ได้ มี.ค. 61 พร้อมเร่งมาตรการคุมการตลาดนมผง หลังพบยังฝ่าฝืนเพียบ ด้านกรมอนามัย ห่วง เพิ่มวันหยุด กระทบหลายด้าน ทำยาก เตรียมถอดบทเรียน “ศูนย์เตาะแตะ” ต้นแบบสถานที่ เอื้อแม่วัยทำงานให้นม-เลี้ยงลูกเอง

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 5/2560 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ในประเด็น พ.ร.บ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ที่บังคับใช้ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 ก.ย ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นกฎหมายส่งเสริมการให้นมแม่ในสังคมไทย ทั้งนี้ตามกฎหมายเดิมได้กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อนุญาตให้แม่ลาคลอดได้เพียง 90 วัน แต่ในกฎหมายฉบับใหม่ ส่งเสริมให้แม่ให้นมบุตรได้ 6 เดือน หรือ 180 วัน ดังนั้นจำนวนวันที่ขาดอยู่นี้ กระทรวงสาธารณสุขและกรมอนามัยต้องพิจารณา เพื่อออกกฎกระทรวงหรือทำอย่างไรต่อไป
พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวต่อไปว่า โดยขั้นตอนจะต้องพิจารณาอย่างละเอียด เพื่อให้ภาครัฐและภาคเอกชนขยายสิทธิการลาคลอดให้แม่ 180 วัน โดยจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาทั้งข้อดี ข้อเสีย และผลกระทบอีกครั้ง โดยเฉพาะผลกระทบในภาคเอกชน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยจะมีการรับฟังความคิดเห็นในช่วงเดือน ต.ค.นี้ คาดว่าจะออกประกาศได้ภายในเดือน มี.ค.61
พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นการควบคุมการโฆษณาอาหารเสริมสำหรับทารกและเด็กเล็กอีกด้วย สำหรับการควบคุมกลยุทธ์การตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กนั้น รัฐบาลได้ออก พ.ร.บ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดของอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก และมีผลประกาศใช้แล้วเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา มีสาระสำคัญคือ 1.ห้ามโฆษณาประชาสัมพันธ์อาหารทารกและเด็กเล็ก ทั้งทางทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ นิตยสาร หรือ สื่อออนไลน์ แต่ไม่ได้ห้ามขาย 2.ห้ามแจกตัวอย่างสินค้าและของขวัญฟรีแก่แม่ทั้งทางตรงและทางอ้อม 3.ห้ามพนักงานการตลาดติดต่อหญิงตั้งครรภ์ แม่ และครอบครัว 4.ห้ามใช้สถานบริการสาธารณสุขเป็นที่สาธิต โฆษณา ประชาสัมพันธ์สินค้า 5.ห้ามให้ของขวัญหรือตัวอย่างสินค้าแก่บุคลากรสาธารณสุข 6.การให้ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการอาหารทารก ต้องได้รับอนุญาตจากกรมอนามัย เพื่อป้องกันการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่ข้อมูลในเชิงโฆษณา 7.ข้อมูลที่ให้แก่บุคลากรสาธารณสุขต้องมี หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเป็นจริง และฉลาก ต้องไม่แสดงรูปภาพของทารกหรือข้อความชักจูงให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ยังพบลักลอบโฆษณากันอยู่ จึงจะต้องนำมาพิจารณา ซึ่งกฎหมายฉบับดังกล่าวมีโทษรุนแรงพอสมควร ทั้งโทษปรับและโทษจำคุก จึงเชื่อ ว่าเป็นกฎหมายที่ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างมาก
อีกด้าน นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีที่จะเสนอให้มารดาหลังคลอดลูกสามารถลาหยุดได้ 180 วัน ว่า เรื่องการให้หยุดงานถึง 180 วันนั้น อาจจะเป็นไปได้ยาก เพราะกระทบกับหลาย ๆ อย่าง ซึ่งที่ผ่านมาเคยศึกษาอยู่เหมือนกันว่าในช่วง 90 วัน ที่กฎหมายประกันสังคมให้หยุดเลี้ยงลูกได้นั้น พบว่าแม่จำนวนมากหยุดไม่ถึง เพราะมีปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องรายได้ แม่ที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ยิ่งลำบาก เพราะเงินส่วนมากมาจากการทำงานล่วงเวลา หรืองานเสริมอื่น ๆ ดังนั้นยังไม่ครบกำหนดก็กลับมาทำงานแล้ว
นพ.ธงชัย กล่าวว่า การทำเรื่องนี้ในภาพรวม อาจจะยังมีความยากลำบาก ดังนั้นก็เลยมีการคุยกันว่าจะลองเริ่มในกลุ่มข้าราชการก่อนหรือไม่ ซึ่งได้ขอข้อมูลไปยังสำนักงานข้าราชการพลเรือน เกี่ยวกับการลาหยุดเพื่อเลี้ยงลูกของข้าราชการเป็นอย่างไร ถ้าจะหยุดงาน 180 วัน แล้วมีผลกระทบกับงาน และภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐอย่างไรบ้าง เป็นต้น ส่วนภาคเอกชนนั้นค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้ลูกได้กินนมแม่แล้วนั้น นอกจากการจัดมุมนมแม่แล้วก็เคยมีการคิดถึงการจัดให้มีศูนย์เตาะแตะ ในสถานประกอบการ ดูแลเด็กอายุ 3 ขวบลงมา โดยจัดให้เป็น 1 ในสวัสดิการสำหรับพนักงานก็ได้ เหมือนกับที่กรมอนามัยทำเป็นต้นแบบอยู่ในตอนนี้ ซึ่งจะมีการถอดบทเรียนในระยะอันใกล้ หากทำได้นอกจากจะช่วยให้แม่วัยทำงานสามารถมาให้นมลูกได้แล้ว ยังเป็นการช่วยให้ลูกได้อยู่กับครอบครัว เพราะปัญหาที่ครอบครัวหนึ่ง ๆ ส่งลูกไปไว้กับคนแก่ที่บ้าน เพราะมีปัญหาไม่มีเวลาดูแลลูก
“สิ่งที่คุยกัน คิดกันไม่ได้จะออกเป็นกฎหมาย หรือออกเป็นกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.นมผงที่เพิ่งประกาศใช้ คือยังไม่รู้ว่าจะเป็นอะไร แต่เกรงว่าหากออกเป็นกฎหมายมาบังคับจริง อาจจะมีผลกระทบกับการรับคนเข้าทำงานก็ได้” นพ.ธงชัย กล่าว.
/ขอบคุณ สสส